|
ประวัติวัดพันเตา(ปันเต้า)

วัดพันเตาหรือคนเมืองเชียงใหม่จะนิยมเรียกว่า " วัดปันเต้า " เป็นส่วนใหญ่ ประวัติวัดพันเตาสร้างขึ้นเมื่อในสมัยพุทธศตวรรษที่ 21 ตอนต้น เมื่อประมาณ 2040 เมื่อนับถึงปี พ.ศ. 2551 จึงมีอายุได้ 511 ปี พื้นที่ของวัดทั้งหมดประมาณ 2 ไร่ 3 งาน 42 ตารางวา ในตำนานประวัติดั่งเดิมของวัดจะมีอายุเก่าแก่ใกล้เคียงร่วมสมัยเดียวกับวัดเจดีย์หลวงจากอดีตของคนในสมัยโบราณ คิดจะสร้างบ้านสร้างเมืองหรือวัด จำเป็นต้องคำนึงถึงการหาทำเลที่เป็นมงคล วัดพันเตาก็เป็นอีกหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือขององค์พระธาตุเจดีย์หลวง ใจกลางเมืองเชียงใหม่ คำว่า " พันเตา "
ในอดีต คนเมืองเชียงใหม่ไม่ได้เรียกชื่อกันแบบนี้ แต่นิยมเรียกกันว่า "วัดปันเต้า" หรือ "วัดพันเท่า" ซึ่งหมายถึง ปริมาณที่เพิ่มพูนขึ้นมากมาย เป็นร้อยเท่า พันเท่า เป็นการเขียนตามอักษรล้านนาแต่อ่านออกเสียงว่า “ปันเต้า” แล้วจึงกลายมาเป็น " พันเท่า " ในเวลาต่อมา พระเจ้าอินทวิชยานนท์เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ 7 ( พ.ศ. 2413 – 2440 )รื้อหอคำของพระเจ้ามโหตรประเทศฯสร้างเป็นพระวิหาร ถวายวัดพันเตา ใน พ.ศ.2418 พระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ 7 (พ.ศ.2412–2440)
พระบิดาของพระราชชายาเจ้าดารารัศมี (พ.ศ.2416–2476) ได้โปรดให้รื้อหอคำหรือคุ้มหลวงของพระเจ้ามโหตรประเทศ เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ 5 (พ.ศ. 2390 – 2397) สร้างวิหารถวายวัดพันเตาตามจารีตในล้านนาและทำบุญฉลองวิหารแห่งนี้เมื่อ พ.ศ. 2429 นับเป็นวิหารไม้สักที่สร้างจากหอคำหรือคุ้มหลวงที่เหลืออยู่อย่างสมบูรณ์เพียงหลังเดียวในล้านนา
หน้าแหนบวิหารวัดพันเตา วิหารวัดพันเตามีหน้าแหนบที่เป็นไม้แกะสลักที่สวยงามที่สุดในล้านนา และมีลวดลายในโครงสามเหลี่ยม ตรงกลางแกะสลักรูปมอม ( มอม คือ พาหนะของเทพปัชชุนนะ เทพผู้บันดาลให้เกิดฝน) กรอบของซุ้มวิหารมีรูปวานรแบกตัวลวง 2 ตัว ทั้งสองข้าง ซึ้งตัวลวงนี้ใช้หางค้ำรูปแบบจำลองของประสาทส่วนฐานของรูปซุ้มเป็นท่อนไม้ 8 เหลี่ยมสลักลวดลายประจำยาม ซึ่งทำปลายเสาทั้งสองข้างเป็นรูปหัวเม็ด มีหงส์ยืนประกอบทั้งสองข้าง ซึ้งสมบูรณ์ด้วยองค์ประกอบทางช่างและภูมิปัญญา ในช่วงสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี ใน พ.ศ. 2539 จึงใช้ภาพหน้าแหนบวิหารเป็นภาพแสตมป์ภาพหนึ่งในชุดแสตมป์ร่วมสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี (หงส์ 2 ตัวที่ยืนประกอบทั้งสองข้างหายไปเมื่อประมาณต้นปี พ.ศ. 2540–2541 พฤษภาคม 2540 และได้คืนเมื่อวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2541)
มอม พาหนะของเทพผู้บันดาลให้เกิดฝน

มอม หรือสิงห์มอม เป็นสัตว์ในหิมพานต์ รูปร่างคล้ายกับแมว ผสมเสือและสิงโต ว่ากันว่ามอมเป็นพาหนะของเทพปัชชุนนะเทวบุตร ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งฝน ในคติของชาวล้านนาคล้ายกับคติฮินดู ที่เอ่ยถึงป่าหิมานต์ เชิงเขาพระสุเมรุ อันเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ในป่าหิมพานต์มีสัตว์ลูกครึ่งมากมายเช่นกินรีผสมเงือก ม้าครึ่งคน หรือคนมีคาถาอาคมเช่นคนธรรพ์ นักสิทธิ เหล่านี้ล้วนมีฤทธิ์เหนือมนุษย์ แต่ครั้นจะอยู่บนสวรรค์ก็ไม่ได้ อยู่ในโลกมนุษย์ก็ไม่ได้ จึงต้องมาเป็นปฏิมากรรมเฝ้าศาสนสถานต่างๆ อย่างเช่นเหรา ที่คาบนาค 5 หัว มีความหมายทางนามธรรมถึงอุปาทาน คือความยึดติด ในสิ่งที่คิดว่าเป็นเรา ไม่ว่าร่างกาย ความรู้สึก ความรู้ ความจำ ความคิดที่ปรุงแต่ง ทั้งจินตนาการและเหตุผล หากยึดติดเราก็ทุกข์
แหล่งที่มาของข้อมูล
http://www.watphantao.com/data.php?iddata=2
http://www.tawanyimchang.com/blog/?p=3
|